album:Made in Italy (Part II)
Part I >>> http://aloha.diaryis.com/2010/11/07
กลับมาแล้วตามสัญญาค่ะสำหรับPart II หากเพื่อนๆได้เข้าไปในFBของเราก็จะพบว่าเรากำลังจะย้ายบ้านจากDiaryisไปยังBlogใหม่(เพื่อความอินเตอร์กว่าว่างั้น!!!) แต่หลังจากที่ได้ปล้ำกับเจ้า"WorldPress"มาหนึ่งวันเต็มๆ ทำให้รู้ว่า"สูงสุดคืนสู่สามัญ" ดิฉันจะทิ้งไดอารี่ที่สร้างไว้เกือบ5ปีได้อย่างไร???
เข้าเรื่องดีกว่านะ สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่หวังว่าจะได้สาระกับไดวันนี้ ต้องบอกว่าท่านอาจผิดหวัง เพราะรูปก็ออกแนว"ตามใจฉัน"ไปซักนิด รายละเอียดของสถานที่ก็จำไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้น.....อย่าคาดหวังอะไรมากละกันนะคะ ^^
Day 2 >>Florenze:เมืองนี้มีแต่ "ARTIST"
เช้าวันใหม่ระหว่างที่รออาหารเช้า ก็มาถ่ายเล่นๆนิดนึง
บุฟเฟ่ต์อาหารเช้าสไตล์ยุโรป มีให้เลือกไม่ค่อยมาก ไม่อลังเหมือนพี่ไทย
ของเราเอง นี่ถือว่าตักมาไม่ค่อยเยอะนะ ถ้าอยู่ประเทศไทยกินถล่มทลายกว่านี้เยอะ (ปล.ชีสอร่อยมาก เบคอมเค็มไปนิดแต่ก็ถือว่าอร่อย โยเกิร์ตใส่พีชและพรุนเชื่อมมม คุณพระ!!....มันเจ๋งมาก)
บรรยากาศหน้าโรงแรมตอนเช้าๆ เสริมนิดนึงว่าโรงแรมตั้งอยู่บนเมืองตากอากาศเล็กๆบนภูเขา(ชื่ออะไรแล้วจำไม่ได้ เด๋วค้นอีกทีนึงนะ) อารมณ์ประมาณเขาค้อบ้านเราอ่ะค่ะ มีทะเลหมอกด้วย
สีตุ่นไปนิดส์ ทำขาวดำดีกว่า และก็ยังคงอยู่หน้าโรงแรม
และก็ยังอยู่หน้าโรงแรม เหอๆ
ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองฟลอเรนซ์ นี่ก็คือทะเลหมอกที่เคยบอกไว้(อันที่จริงอิตาลีก็หาทะเลหมอกได้ไม่ยากหรอกค่ะ เจอเกือบตลอดทาง)
นั่งรถมาได้พักใหญ่ๆ (ประมาณ 2 ชั่วโมง)ก็มาถึงเมืองฟลอเรนซ์ ที่เห็นนี้อยู่ประมาณรอบนอกอ่ะค่ะ ที่เมืองนี้เค้าไม่ให้รถบัสเข้าไปจอดข้างในเมือง ต้องจอดไว้ข้างนอกแล้วเดินเอา
เมืองฟลอเรนซ์เป็นเมืองบ้านเกิดของคนดังๆของโลกมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ"กาลิเลโอ" ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ค่ะ จำไม่ได้แล้วว่าคือบ้านจริงๆของกาลิเลโอด้วยรึเปล่า???
สะพานPonte Vecchioจากระยะไกลค่ะ สะพานที่ละม้ายทาวน์เฮ้าส์ที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำ มีประวัติศาสตร์ที่พอจำได้นิดหน่อยก็คือในระหว่างWorld War IIสะพานนี้ไม่ได้ถูกทิ้งระเบิดทำลายเหมือนสะพานอื่นๆในเมืองฟลอเรนซ์ เพราะถ้ามองจากมุมบนจะไม่รู้ว่าเป็นสะพานแต่มองเห็นเป็นบ้านแทน!
คุณแม่กะสะพาน
อย่างที่จั่วหัวไว้ว่า"มีแต่Artist" นอกจากฟลอเรนซ์จะเป็นบ้านเกิดของศิลปินเอกของโลกไม่ว่าจะเป็น Micheal Angelo หรือ Leonardo da Vinciแล้ว ศิลปินแบกะดินยุคปัจจุบันก็มีให้เห็นมากมาย วาดขายกันสดๆตรงนั้นเลย มีเยอะมากกกกก....
สะพานแบบClose Up
รูปนี้่ถ่ายจากบนสะพานค่ะ
บนสะพานส่วนมากจะเป็นร้านขายของที่ระลึก และร้านเครื่องประดับJewelry หินสิ เครื่องเงินเครื่องทองเยอะแยะไปหมด ราคาก็ไม่ต้องพูดถึงอ่ะนะ!!
ร้านเครื่องประดงเครื่องประดับอะไรNanny911ก็ไม่ได้สนใจอ่ะค่ะ สนใจร้านนี้มากกว่า อิอิ!
เป็นเจลาโต้ที่น่ากินมั่กๆ
Nanny911 and The Gelato
อีกหนึ่งมุมเล็กๆ ณ เมืองฟลอเรนซ์
เดินลงจากสะพานแล้วเดินตรงมากที่จัตุรัสแห่งนี้ค่ะ(ชื่อไรแล้วหว่า???) ว่ากันว่าเป็นCenter Pointของฟลอเรนซ์เลยก็ว่าได้ แถวๆนี้ก็จะเป็นย่านร้านค้า ร้านอาหารทำนองนี้
อีกหนึ่งไฮไลต์ของฟลอเรนซ์ก็คืออีตาเดวิด(น้อย)นี้เอง
แม่กำลังตั้งใจถ่ายรูปมาก
มันคือร้านนาฬิกา"Omega" แค่นั้นเอง
อีกหนึ่งโบสถ์ที่โคตรรรรหย่ายยยย....และก็จำชื่อไม่ได้เช่นเคย!
ก็อย่างที่บอกว่าแถวนี้มีร้านรวงอะไรอยู่มากมาย ในมื้อPre-Lunchของเราจึงได้เจ้านี้มาค่ะ
และก็พาสต้า
หน้าตาก็เป็นเยี่ยงนี้ล่ะค่ะ
หน้าเราดูเอิบอิ่มมากกกก คงสื่อถึงรสชาติได้บ้างงง
ออกจากฟลอเรนซ์เราก็เดินทางไปทานมื้อเที่ยง (อันที่จริงน่าจะเป็นมื้อบ่ายเพราะตอนนั้นบ่ายสองกว่าๆแล้ว) เป็นร้านอาหารจีนค่ะ ถ่ายมานิดเดียวเพราะเด๋วไม่ทันกิน...
Day 2 >>Pisa:เมืองนี้มีแต่เอนเอียง
จุดหมายต่อปายยยย..........เริ่มเห็นลางๆ
โบสถ์ชื่อ???(ให้มันได้อย่างงี้สิแก!)และหอเอนแห่งเมืองปิซ๋า
ถ้าสังเกตจะพบว่ามีรูปคู่เรากะแม่น้อยมากก นานๆทีจะเจอ
หอเอน (ปล.ในรูปอาจจะเห็นว่าเอียงนิดๆ แต่ของจริงเห็นชัดๆเลยว่าเอน)
รูปกับหอเอนนี่มีหลายactionมากตามแต่จะสร้างสรรค์กัน เอามาให้ดูเล็กๆน้อยๆจ้าาา
Nanny911 and The Leaning Tower of Pisa
ออกจากเมืองปิซ่าก็มุ่งตรงมายังโรงแรมค่ะ กว่าจะถึงก็ค่ำแล้ว
Lobbyงามๆของโรงแรม
สัมภาระเกือบทั้งทริป คนละ1ใบเบ้งๆกะอีก1-2ใบย่อมๆ
ระหว่างรออาหารค่ำ ต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปเก็บของ หรือจะอาบน้ำก็ได้ สำหรับเราแล้วอาบครั้งเดียวก่อนนอนทีเดียวอยู่เป็นนิจ ฉะนั้นถ่ายรูปแรดๆเล่นๆดีกว่า 55+
ขออีกๆ
ยังไม่พอสินะ!!!
ลงมากินข้าว บรรยากาศเหมือนในRestaurantหรูๆ
จากแรกเรียกน้ำย่อย ซุปผัก+ธัญพืช รสชาติก้ำกึ่งอยู่ระหว่าง"แย่" กับ "ห่วย"
ฃเรียกน้ำย่อยอีกจาน (หลังจากจานแรกเรียกอ้วกมากกว่าเรียกน้ำย่อย!) พาสต้าเนื้อ รสชาติพอได้ค่ะ แค่สงสัยว่าพาสต้าต้นตำรับแข็งมันต้องแข็งป๊อกแบบนี้รึเปล่า?
จานหลักขอแม่เป็นสเต็กหมู รสชาติดีติดตรงที่เหนียวเคี้ยวต่อได้ถึงมื้อเช้า!!!
สเต็กเนื้อของเราเอง รสชาติดีกว่าแถมไม่เหนียว เสียอย่างเดียว.....เลือดยังซิบๆอยู่เรยยยย อร๊ายย!
ของหวาน......เป็นจานที่workที่สุดของมื้อนี้แล้วค่ะ อร่อยมากกก....+
.
.
.
.
.
.
.
และก็เป็นอีกหนึ่งวันที่หมดไปในอิตาลี อัพไดคราวหน้าเราจะเดินทางไปเมืองVeniceเมืองสุดโรแมนติกอย่างที่หลายๆคนใฝ่ฝันกัน คาดว่าคงอีกประมาณ 3 weeksหลังจากสอบFinal GI แล้วเจอกันใหม่นะคะ ขอบคุณสำหรับการติดตามเช่นเคยค่ะ ^^














































